ไม่มีระยะแปตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกงาน ระยะที่เหมาะสมขึ้นกับความหนาแผ่น รูปลอน น้ำหนักที่หลังคาต้องรับ และแรงลมในพื้นที่ หลักง่าย ๆ คือ แผ่นหนาและลอนสูงพาดได้ห่างกว่า ส่วนแผ่นบางหรือลอนตื้นต้องวางแปถี่ขึ้น

ปัจจัยที่กำหนดระยะแป

  • ความหนาแผ่น แผ่นหนากว่าต้านการแอ่นตัวได้ดีกว่า
  • รูปลอน ลอนสูงมีความแข็งแรงในตัวมากกว่าลอนตื้น
  • น้ำหนักใช้งาน เช่น มีคนขึ้นเดินซ่อมบำรุง มีอุปกรณ์วางบนหลังคา หรือมีฉนวนหนา
  • แรงลมของพื้นที่ พื้นที่โล่งหรืออาคารสูงรับแรงดูดจากลมมากกว่า

วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือ ยึดตามตารางระยะแปที่ผู้ผลิตแผ่นรุ่นนั้นกำหนด และให้ผู้ออกแบบโครงสร้างตรวจสอบเมื่อเป็นอาคารขนาดใหญ่

แปแต่ละแบบต่างกันอย่างไร

  • เหล็กตัวซี (ซีลาย) นิยมที่สุดสำหรับงานแป เพราะรับแรงได้ดีเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวเอง
  • เหล็กกล่อง ติดตั้งง่าย หน้าตัดปิด ดูเรียบร้อย เหมาะกับงานบ้านและงานต่อเติม
  • เหล็กตัวเอช/ไอ ใช้เป็นจันทันหรือคานหลัก ไม่ใช่แปโดยตรง

สำหรับงานกลางแจ้งหรือพื้นที่ชื้น ควรเลือกเหล็กชุบกัลวาไนซ์เพื่อลดปัญหาสนิมในระยะยาว

อาการที่บอกว่าระยะแปไม่เหมาะ

  • แผ่นแอ่นเป็นคลื่นเมื่อมองจากด้านข้าง
  • มีเสียงดังผิดปกติเวลาลมแรงหรือฝนตก
  • เหยียบแล้วแผ่นยุบลึกกว่าปกติ
  • รูสกรูรีหรือแหวนยางฉีกหลังใช้งานไม่นาน

ถ้าเปลี่ยนจากกระเบื้องเป็นเมทัลชีท

ระยะแปของกระเบื้องมักถี่กว่าที่เมทัลชีทต้องการ จึงมักใช้โครงเดิมได้โดยไม่ต้องเพิ่มแป แต่ควรตรวจสภาพแปเดิมเรื่องสนิมและการยึด และตรวจว่าระยะแปสม่ำเสมอพอที่จะยึดแผ่นได้ตรงแนว

คำถามที่พบบ่อย

ระยะแปยิ่งถี่ยิ่งดีไหม

ถี่ขึ้นช่วยให้แผ่นแข็งแรงขึ้นก็จริง แต่เพิ่มค่าเหล็กและน้ำหนักโครงสร้างโดยไม่จำเป็น ควรใช้ระยะที่สเปกกำหนดแล้วเผื่อความปลอดภัยตามลักษณะงาน

ใช้แปไม้กับหลังคาเมทัลชีทได้ไหม

ได้ในงานขนาดเล็ก แต่ต้องเลือกไม้ที่แห้งสนิทและยึดสกรูได้แน่น ข้อเสียคือไม้ยืดหดและผุตามอายุ งานที่ต้องการอายุใช้งานยาวจึงนิยมแปเหล็กมากกว่า